วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

โปรแกรมการตัดต่อวิดีโอ(โปรแกรม Corel Video Studio Pro X2)

โปรแกรมการตัดต่อวิดีโอ(โปรแกรม Corel Video Studio Pro X2)


โปรแกรม Corel Video Studio Pro X2 เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่มีการใช้งานไม่ยากจนเกินไป แม้ผู้ที่เริ่มใช้งานก็สามารถที่จะสร้างวีดีโอได้เหมือนกับผู้ที่มีประสบการณ์ตัดต่อวีดีโอมานาน โปรแกรมนี้มีเครื่องมือต่างๆ สำหรับตัดต่อวีดีโออย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่จับภาพจากกล้องเข้าคอมพิวเตอร์ ตัดต่อวีดีโอ ใส่เอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆ แทรกดนตรีประกอบ แทรกคำบรรยาย ไปจนถึงบันทึกวีดีโอที่ตัดต่อกลับลงเทป, VCD, DVD หรือแม้กระทั่งเผยแพร่ผลงานทางเว็บ
โปรแกรม Corel Video Studio มีการทำงานเป็นขั้นตอนที่ง่าย ตั้งแต่จับภาพ ตัดต่อไปจนถึงเขียนลงแผ่น นอกจากนี้แล้ว โปรแกรมยังมีเอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆ อีกมากมาย ไตเติ้ลสำเร็จรูปแบบมืออาชีพ รวมทั้งยังมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างซาวด์แทร็คอย่างง่ายๆ อีกด้วย
ในการสร้างวีดีโอนั้น เริ่มแรกจับภาพวีดีโอจากกล้องหรือว่าดึงไฟล์วีดีโอจากแผ่น VCD/DVD เข้ามาจากนั้นก็ตัดแต่งวีดีโอที่จับภาพมา เรียงลำดับเหตุการณ์ ใส่ทรานสิชั่น (Transtion - เอ็ฟเฟ็กต์ที่ใส่ระหว่างคลิปวีดีโอ ทำให้การเปลี่ยนคลิปวีดีโอจากคลิปหนึ่งไปยังอีกคลิปหนึ่งน่าดูยิ่งขึ้น) ทำภาพซ้อนภาพ ใส่ไตติ้ล ใส่คำบรรยาย แทรกดนตรีประกอบ ซึ่งส่วนต่างๆ เหล่านี้จะแยกแทร็คกัน การทำงานในแต่ละแทร็คจะไม่มีผลกระทบกับกับแทร็คอื่นๆ เมื่อทำเสร็จแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การเขียนวีดีโอลงแผ่น
การตัดต่อใน Corel Video Studio นั้น จะสร้างเป็นไฟล์ Project ขึ้นมา (.VSP) ซึ่งไฟล์นี้จะเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ หากว่าทำงานยังไม่เสร็จก็สามารถเปิดเพื่อทำงานต่อในภายหลังได้ ไฟล์นี้จะมีขนาดเล็ก การตัดต่อวีดีโอนี้ แม้จะตัดต่ออย่างไรในวีดีโอ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อไฟล์ต้นฉบับ ข้อมูลการตัดต่อต่างๆ จะบันทึกอยู่ในไฟล์ project ทั้งหมด แต่เมื่อมีการสร้างวีดีโอที่ได้จากการตัดต่อ โปรแกรมอ่านข้อมูลจากต้นฉบับตามข้อมูลที่อ้างอิงในไฟล์ project นี้
ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์
ในปัจจุบันนี้มีระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่นิยมใช้ในแถบภูมิภาคต่างๆ คือ
          1.ระบบ NTSC (National Television Standards Committee) เป็นระบบโทรทัศน์สีระบบแรกที่ใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปีค.ศ.1953 ประเทศที่ใช้ระบบนี้ต่อ ๆ มาได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา
เปอเตอริโก้ และเม็กซิโก เป็นต้น
          2.ระบบ PAL (Phase Alternation Line) เป็นระบบโทรทัศน์ที่พัฒนามาจากระบบ NTSC ทำให้มีการเพี้ยนของสีน้อยลง เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปีค.ศ.1967 ในประเทศทางแถบยุโรป คือ เยอรมันตะวันตก อังกฤษ ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม บราซิล เดนมาร์ก นอร์เวย์สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และมีหลายประเทศในแถบเอเซียที่ใช้กันคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมไปถึงประเทศไทยก็ใช้ระบบนี้
          3.ระบบ SECAM (SEQuentiel A Memoire("memory sequential")) เป็นระบบโทรทัศน์อีกระบบหนึ่งคิดค้นขึ้นโดยDr.Henry D.France เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีค.ศ.1967 นิยมใช้กันอยู่หลายประเทศแถบยุโรปตะวันออก ได้แก่ ฝรั่งเศส อัลจีเรีย เยอรมันตะวันออก ฮังการี ตูนีเซีย โรมาเนีย และรัสเซีย* เป็นต้น
*ระบบ SECAM ที่รัสเซียใช้มี 625 เส้น
คุณภาพของระบบโทรทัศน์สีในระบบต่างๆ
          1.ระบบ NTSC เป็นระบบที่มีข้อดี คือ สามารถมองเห็นภาพได้ 30 ภาพ/วินาที (ระบบอื่นมองเห็นได้ 25 ภาพ/วินาที) ทำให้การสั่นไหวของภาพลดน้อยลง และเนื่องจากสัญญาณภาพใช้ความกว้างของคลื่นสัญญาณน้อย ทำให้ภาพถูกรบกวนน้อย ภาพที่ได้รับจึงมีความคมชัดมากขึ้น ส่วนข้อเสีย นั้นเกิดจากการที่เส้นสแกนภาพมีจำนวนน้อย หากใช้จอภาพเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีขนาดใหญ่รับภาพจะทำให้รายละเอียดภาพมี น้อย ดังนั้นภาพจึงขาดความคมชัดและถ้าใช้เครื่องรับโทรทัศน์ขาว-ดำ สัญญาณสีที่ความถี่ 3.58 MHz จะเกิดการรบกวนสัญญาณขาว-ดำ ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนของสี วิธีแก้ไข ต้องปรับแก้
ที่เครื่องรับโทรทัศน์ เพื่อให้ได้ภาพเป็นธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวของผู้รับชมปรับแต่งสีให้ภาพได้ดี
           2.ระบบ PAL เป็นระบบที่ให้รายละเอียดของภาพสูง ไม่มีความผิดเพี้ยนของสี ภาพที่ได้เป็นธรรมชาติ ความเข้มของภาพสูง (High Contrast) ดีกว่าระบบ NTSC แต่มีข้อเสียคือภาพที่มองเห็นมีความสั่นไหวมากกว่าระบบ NTSC เนื่องจากภาพที่มองเห็น 25ภาพ/วินาทีถูกรบกวนสัญญาณ ภาพสูง สาเหตุเพราะมีความกว้างของสัญญาณภาพมากกว่า (Higher Bandwidth)ระบบ NTSCจุดอิ่มตัวความสว่างของสีน้อย(reduce the color saturation)ทำให้เห็นความสว่างของสีน้อยลง
          3.ระบบ SECAM เป็นระบบที่ไม่มีความผิดเพี้ยนของสี รายละเอียดของภาพมีคุณภาพสูงเทียบเท่ากันระบบ PAL ข้อเสีย ภาพจะมีการสั่นไหวเหมือนระบบ PALส่วนการตัดต่อภาพในระบบนี้ไม่สามารถทำได้ ซึ่งในการผลิตรายการโทรทัศน์ส่วนมากใช้ระบบ PAL และเมื่อผลิตเสร็จแล้วจึงเปลี่ยนกลับไปเป็นระบบ SECAM แล้วจึงส่งออกอากาศและเนื่องจากความกว้างของคลื่นสัญญาณมีน้อยจึงทำให้เกิดคลื่นความถี่สัญญาณสีรบกวนภาพ (Patterning Effects) จึงทำให้ภาพเกิดมีสีรบกวนในขณะรับชมรายการได้
ระบบโทรทัศน์สีที่ใช้งานทั่วโลก ในระบบอะนาล็อกยังมีการแบ่งย่อยจากระบบใหญ่ๆทั้ง ระบบดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมของกระแสไฟฟ้าที่แต่ละประเทศใช้งาน และความเหมาะสม กับประเทศที่ใช้งานกำหนดโดยสหภาพวิทยุโทรคมนาคม (ITU) เช่นกระแสไฟฟ้า 60 Hz จะใช้ระบบสัญญาณโทรทัศน์สี Field frequency 60 Hz และกระแสไฟฟ้า 50 Hz จะใช้ระบบสัญญาณโทรทัศน์สีField frequency 50 Hz ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความถี่ของกระแสไฟฟ้าที่ใช้รบกวนสัญญาณภาพ
          ระบบสัญญาณโทรทัศน์สีที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีคุณภาพสัญญาณที่ดีไม่พบข้อเสีย ดังนั้นในการพิจารณาใช้งานระบบใดระบบหนึ่งก็อาจมีสาเหตุ มาจากเหตุผลอื่นๆ เช่น เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนในการผลิต และการใช้เครื่องรับโทรทัศน์เป็นจำนวนมากแล้วถ้าหากจะเปลี่ยนระบบอาจต้องลง ทุนสูง เหตุผลทางด้านการเมือง อาจได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจให้ใช้ระบบใดระบบหนึ่ง
          บทสรุป สัญญาณโทรทัศน์สีในระบบต่างๆที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีหลักการออกแบบคล้ายกัน คือ การส่งโทรทัศน์สีจะต้องทำให้เครื่องรับโทรทัศน์ขาว-ดำและเครื่องรับโทรทัศน์ สีรับสัญญาณได้ โดยสัญญาณที่ส่งออกอากาศจะต้องเป็นสัญญาณเดียวกัน ส่วนคุณภาพของภาพโทรทัศน์นั้นขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางเทคนิคการกำหนดภาพที่ เหมาะสมมี ระบบหลักคือ 25 ภาพ/วินาที และ 30ภาพ/วินาที สัญญาณโทรทัศน์สีในระบบอะนาล็อกนี้จะถูกเปลี่ยนเข้ารหัสเป็นระบบดิจิทัลก่อนที่จะส่งเป็นสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล
 คุณสมบัติของไฟล์วิดีโอ และภาพยนตร์
1. Frame Rate คือความเร็วในการแสดงภาพเคลื่อนไหวต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นเฟรมต่อวินาที โดยอัตราการเคลื่อนไหวที่จะเป็นภาพยนตร์ได้นั้นควรมีค่าขั้นต่ำตั้งแต่ 7-10 fps ค่าเฟรมเรท ขึ้นอยู่กับระบบของภาพยนต์ และระบบวิดีโอต่าง ๆ ดังนี้
ระบบต่าง ๆ
Frame Rate ( fps)

ฟิมล์มภาพยนต์ทั่วไป
24

วิดีโอ ระบบ NTSC
29.79

วิดีโอ ระบบ PALและ SECAM
25

CD-ROM และ เว็บไซต์
15

งาน 3D Animation
30 (non-Drop Frame)

 รูปแบบของไฟล์ วิดีโอ ประเภทต่าง ๆ  ไฟล์วิดีโอมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ที่รู้จักกันดีมีดังนี้
ประเภท
คุณสมบัติ
1. AVI
เป็นไฟล์มาตรฐานของไฟล์ วิดีโอ ทั่วไป มีความคมชัดสูง แต่จุดด้อยคือ ไฟล์มีขนาดใหญ่(ความจุสูง)
2. MPEG
คือรูปแบบของไฟล์ วิดีโอ ที่ถูกบีบอัด แบบหนึ่ง ได้รับความนิยมมาก ข้อดีคือไฟล์มีขนาดเล็ก เลือกความคมชัดได้หลายแบบ เช่น

MPEG -1
เป็นไฟล์ที่นิยมทำใน วีซีดี เป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด

MPEG -2
เป็นไฟล์ที่นิยมทำ ดีวีดี เป็นไฟล์ขนาดใหญ่มีความคมชัดสูง เมื่อเทียบกับตระกูล เอ็มเพ็ก ด้วยกัน

MPEG -4
เป็นไฟล์ที่กำลังได้รับความนิยม มีคุณภาพเทียบเคียง ดีวีดี แต่มีขนาดเล็ก เหมาะกับการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต
3. WMV
เป็นรูปแบบไฟล์มาตรฐาน บนระบบ Windows นิยมเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต
4. RM
เป็นรูปแบบของไฟล์โปรแกรม Real One Player นิยมเผยแพร่กันบนอินเทอร์เน็ต
5. MOV
เป็นรูปแบบของไฟล์ โปรแกรม QuickTime ผลิตเพื่อใช้กับเครื่อง Apple แต่เปิดบนระบบWindows ได้เช่นกัน
6. FLV
เป็นไฟล์รูปแบบ Flash Video นิยมเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตเนื่องจากมีไฟล์ขนาดเล็ก

ที่มา:http://www.kroojan.com/corel/page1.htm

วิธีทำชั้นวางของ


วิธีทำชั้นวางของ

อุปกรณ์
1.กระดาษลัง
2.เทปผ้ากาว (Duck Tape)

วิธีทำ


1.ขั้นตอนแรก ตัดกระดาษลังโดยคำนวนด้านกว้างจากเบอร์รองเท้าของคุณ (ยึดตามการวัดขนาดของฝั่งอเมริกาเป็นหลัก) เมื่อรู้เบอร์รองเท้าแล้ว ให้นำไปคูณ 3 เช่น สมมติคุณใส่รองเท้าขนาด 9 นิ้ว คูณด้วย 3 แล้วจะได้ 27 นิ้ว เป็นต้น ส่วนด้านยาวคือ 24 นิ้ว


2. เมื่อตัดกระดาษลังเสร็จแล้ว ให้แบ่งด้านกว้างออกเป็น 3 ส่วนดังภาพ อย่าลืมพับให้เกิดรอยด้วยนะ




3. แปะเทปผ้ากาวที่ริมด้านกว้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โดยเหลือชายเทปผ้ากาวไว้เล็กน้อยดังภาพ แอบแนะนำให้เลือกสีเทปผ้ากาวสดๆ เพราะจะช่วยให้ห้องดูสดใสขึ้นเยอะเลยล่ะ





4. ใช้กรรไกรขลิบเทปผ้ากาวบริเวณที่เกินออกมาจนถึงมุมกระดาษลัง จากนั้นพับผ้ากาวให้ติดกับกระดาษลัง ดังภาพ





5. พับกระดาษลังให้กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมตามรอยพับที่ได้ทำไว้ในขั้นตอนที่ 2 เมื่อประกบกันได้พอดีแล้ว ให้พับเทปผ้ากาวเก็บลงไปด้านล่างให้เรียบร้อย







6. แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมไม่ได้มีรองเท้าแค่คู่เดียว (โดยเฉพาะสาวๆ รองเท้าเยอะกว่ากระเป๋าและเสื้อผ้าเสียอีก) เพราะฉะนั้น ทำกล่องรูปสามเหลี่ยมเพิ่มอีกหลายๆ กล่องเลยค่ะ เราแนะนำให้ทำทั้งหมด 13 กล่อง จะได้เรียงเป็น 3 ชั้นสวยๆ (ชั้นแรกและชั้นที่ 3 ใช้ 4 กล่อง ส่วนชั้นที่ 2 ใช้ 5 กล่อง)


7. เชื่อมกล่องรองเท้าแต่ละชั้นให้ติดกันด้วยกระดาษลังอีกครั้ง เพื่อให้แข็งแรงขึ้น





8. เอาล่ะ… เรียงกล่องเท้าให้ได้แบบในรูปด้านล่าง แล้วดันรองเท้าเข้าไปในช่อง ส่วนคู่ไหนที่ใหญ่เกิน หรือมีรูปร่างไม่พอดีก็ไม่ต้องห่วง หากระดาษลังอีกแผ่นมาวางไว้ด้านบน แล้วจับรองเท้าคู่นั้นไปวางไว้ได้เลย





เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ชั้นวางรองเท้าสุดประหยัด และถ้าจำเป็นต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียดาย สามารถทิ้งรีไซเคิลได้อีกด้วย เป็นไงล่ะ ประโยชน์สองต่อไปเลยใช่ไหม! ส่วนใครที่ไม่ชอบสีลังกระดาษดิบๆ ก็อาจจะเอามาเพ้นต์สีก็ได้นะ อ่ะๆ แต่อย่าลืมพ่นแลคเกอร์ทับ เพื่อป้องกันการตกสีใส่รองเท้าด้วยล่ะ















ที่มา:https://daily.rabbit.co.th/diy-%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2/

วิธีทำกระถางดอกไม้


รีไซเคิลกระป๋องเป็นกระถาง Colorful





วัสดุอุปกรณ์ : กระป๋องเหลือใช้, สีสเปร์ย, ค้อน, และ เหล็กปลายแหลม
วิธีทำ : เริ่มจากนำกระป๋องเหลือใช้มาทำความสะอาด เปิดฝาด้านหนึ่งออกไป ส่วนฝาอีกด้านหนึ่งให้เจาะรูทำเป็นรูระบายน้ำ จากนั้นนำไปพ่นสีสเปร์ยให้มีสีสันต่างๆตามใจชอบ ( สามารถเลือกใช้สีสันตามธีม ตามฤดูกาล หรือเลือกใช้สีที่มีอยู่แล้วก็ได้ค่ะ ) ทิ้งไว้ให้สีแห้ง ก็สามารถนำไม้ดอกสีสันต่างๆมาประดับตกแต่งได้เลย
Trick : นำหินก้อนเล็กประมาณ 2-3 ก้อนใส่วางไว้ที่ก้นกระถางจะช่วยเรื่องการระบายน้ำค่ะ











ที่มา:http://www.homedec.in.th/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89/


วิธีทำถังขยะด้วยเชือก

DIY เก๋เก๋ …….. ทำถังขยะไว้ใช้เองภายในบ้าน





บ่อยครั้งถ้าหากที่บ้านของคุณดูรกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเอาซะเลยใช่ป่าวคะ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่กองพะเนิน เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านที่ระเกะระกะ ไม่เข้าที่เข้าทาง ดูแล้วน่ารำคาญใจซะจริงๆ พูดเลยว่าสาเหตุหนึ่งนั้นเกิดจากการที่คุณสะสมสิ่งที่ไม่ได้ใช้แล้วทับถมเป็นเวลาที่ยาวนานเกินไป ทางแก้ปัญหาง่ายๆก็คือ เคลียร์สิ่งของที่ไม่ใช้แล้วลงถังขยะซะ และเพื่อไม่ให้เป็นการใช้ถังขยะในรูปแบบเดิมๆ ซ้ำซากจำเจอีกต่อไป วันนี้ SEASON POP มีวิธีดีดีในการ DIY ถังขยะไว้ใช้เองภายในบ้านเก๋ๆ มาฝากสาวๆกัน และของที่เราประดิษฐ์ขึ้นมานี้รับรองว่า ถูกอกถูกใจคุณแน่ๆ และเป็นอะไรที่ลิมิเตดมากๆ เพราะคุณเป็นคนที่เลือกลวดลาย + วัสดุอุปกรณ์ด้วยตัวเอง ว่าแล้วก็มาเริ่มทำกันเลยดีกว่า
ขั้นแรกเราต้องเตรียมอุปกรณ์กันก่อน-ถังขยะพลาสติกสีพื้น
-เชือกสีต่างๆ อาจจะใช้ประมาณ 4 – 5 สี ความยาวประมาณ 2 เมตรขึ้นไป
-เครื่องมือยิงกาว
-กาว

ขั้นตอนการทำถังขยะ DIYเริ่มจากการเลือกถังขยะในขนาดที่ต้องการมา และทำการยิงกาวลงไป หลังจากนั้นจึงพันเชือกให้รอบๆถังขยะ คุณสามารถออกแบบและดีไซน์รูปแบบของถังขยะได้เลยตามต้องการ พันเชือกให้รอบๆตั้งแต่ปากถังไปจนถึงก้นถัง เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

คุณจะได้ถังขยะไว้ใช้งานที่สวยงามและมีสีสันที่ถูกอกถูกใจคุณเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือ มีใบเดียวในโลกจ้า เก๋ม๊ากกกกกก เพียงแค่คุณโยนสิ่งที่ไม่สำคัญหรือสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วลงถังขยะไป บ้านของคุณก็จะสะอาดและน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ ยังไงก็ไปลองทำดูนะคะ

ขอบคุณข้อมูล และคลิปจาก facebook.com/BuzzFeedDIY

ที่มา:http://www.seasonpop.com/lifestyle/diy-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%8B%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%8B-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99

วิธีทำไม้กวาดจากขวกน้ำ

D.I.Y. ไม้กวาด


ขยะพลาสติก ประดิษฐ์เป็นของใช้ภายในบ้าน

บ่อยครั้ง ที่ทางเว็บไซต์ “บ้านไอเดีย” ทีมงานพยายามหาไอเดียดีๆ โดยเฉพาะ ไอเดียที่สร้างสรรค์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุที่เราเรียกกันว่าขยะ หากสามารถทำมูลค่าเพิ่มให้กับมันได้ สิ่งนี้ จะช่วยโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ ขยะประเภทขวดพลาสติก ที่มีให้เห็นกันมากมาย ทั้งในถังขยะ และแหล่งท่องเที่ยวสาธารณะ ริมถนน มากมายก่ายกอง คงดีไม่น้อย หากเราช่วยกันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จับขวดเหล่านี้ มาประยุกต์เป็นของใช้ ของตกแต่งบ้าน

สำหรับวันนี้ สิ่งประดิษฐ์ ที่ทางเว็บนำเสนอ เป็นการทำไม้กวาด จากขวดน้ำอัดลม ไม้กวาดดังกล่าว เหมาะสำหรับใช้แทน ไม้กวาดทางมะพร้าว ไม้กวาดไม้ไผ่ ไว้สำหรับกวาดขยะชิ้นใหญ่ ใบไม้ แต่ไม่เหมาะสมสำหรับการกวาดขยะภายในบ้าน เนื่องด้วยวัสดุพลาสติก ที่ไม่อ่อนตัว เอาหละครับ มาดูวิธี ขั้นตอนการทำกันเลย


สิ่งประดิษฐ์ โดย : Recicloteca



อุปกรณ์ที่จำเป็น


1.ขวดน้ำอัดลม ขนาด 1.5 – 2 ลิตร จำนวน 3 ขวด

2. ด้ามไม้กวาด คุณอาจใช้ด้ามเก่าๆ หรือ ไม้ไผ่ ยาวประมาณ 1.5 – 2 เมตร ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

3. กรรไก , มีคัดเตอร์

4. สว่านเจาะ

5. ลวด

6. ค้อน

7. คีม
ขั้นตอนการทำไม้กวาด
เตรียมอุปกรณ์ พร้อมแล้ว ก็มาเริ่มกันเลยครับ ขั้นตอนแรก ทำการแกะป้ายแบรนด์สินค้าออกก่อน จากนั้น ทำการตัดท้ายขวด ที่เป็นฐานสำหรับตั้งยืน
ใช้กรรไก ตัดซอยให้เป็นเส้นๆ ความกว้างของเส้น 0.5 ซม. เริ่มตัดจากปลาย จนถึงมุมโค้งของคอขวด ตัดให้ครบทั้งเส้นรอบวง
ตัดปากขัวออก ในกรณีตัวอย่างนี้ เราใช้ขวด 2 ขวดมารวมกัน หากคุณคิดว่ายังไม่แน่นเพียงพอ อาจใช้ขวดเพิ่ม เพื่อให้มีเส้นพลาสติกมากยิ่งขึ้น
ขวดสุดท้าย ซึ่งเป็นขวดที่อยู่นอกสุด ไม่ต้องตัดปากขวด เพราะต้องการใช้ส่วนนี้ เชื่อมต่อกับด้ามไม้กวาด



ตัดขวดอีก 1 ขวด เอาเฉพาะส่วนของด้านบน จากปากขวด ให้เลยส่วนโค้งไปประมาณ 5 ซม. ใช้สำหรับเป็นตัวยึดแน่น เพื่อให้เส้นปลายพลาสติก บานออกจากกัน
ใช้สว่านเจาะรู ร้อยเส้นลวดตามรู้ที่เจาะไว้ เพื่อให้ฐานของเส้นไม้กวาดพลาสติก ยึดจับแน่นกัน ในขั้นตอนนี้ อาจใช้คีมมาช่วย เพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้น
เมื่อได้ส่วนของเส้นไม้กวาดแล้ว ทำการใส่ด้ามจับเข้ากับปากขวดพลาสติก จากนั้นทำการตอกตะปูด้วยค้อน หรืออาจใช้สกรูน็อต ก็ได้เช่นกัน









ที่มา:http://www.banidea.com/swab-plastic-bottles-diy/

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

หลักการทำงานเบื้องต้นของระบบคอมพิวเตอร์

             เริ่มจากผู้ใช้ทำการกรอกข้อมูลหรือคำสั่งผ่านทางอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices) ซึ่งข้อมูลหรือคำสั่งต่างๆที่รับเข้ามาจะถูกนำไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก (Memory) จากนั้นก็จะถูกนำไปประมวลผลโดยหน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing) แล้วนำผลที่ได้จากการประมวลผลมาเก็บไว้ในหน่วยความจำแรม พร้อมทั้งแสดงออกทางอุปกรณ์แสดงผล (Output Devices) ดังนั้นระบบคอมพิวเตอร์จึงประกอบด้วย 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนอุปกรณ์รับข้อมูล ส่วนประมวลผลกลาง หน่วยความจำ และอุปกรณ์แสดงผล

ขั้นตอนที่ 1 รับข้อมูล คอมพิวเตอร์จะรับข้อมูลและคำสั่งผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลและคำสั่ง คือ คีย์บอร์ด เมาส์ และสแกนเนอร์ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2 ประมวลผลข้อมูล หรือ CPU (Central Processing Unit) ใช้คำนวณและประมวณผลคำสั่งต่างๆ ตามโปรแกรมที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 3 จัดเก็บข้อมูล คอมพิวเตอร์จะเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสเกตด์ แผ่นซีดี และอุปกรณ์เก็บข้อมูลชนิดพอร์ตยูเอสบีไดร์ ซึ่งหน่วยเก็บข้อมวลนี้สามารถ แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

3.1 หน่วยความจำหลัก สามารถแบ่งตามลักษณะการเก็บข้อมูลได้ดังนี้คือ

3.1.1 หน่วยความจำแบบลบเลือนได้ คือ หากเกิดไฟดับระหว่างใช้งาน ข้อมูลจะหาย เรียกว่า แรม (RAM)

3.1.2 หน่วยความจำแบบลบเลือนไม่ได้ คือ หน่วยความจำถาวร แม้ไฟจะดับข้อมูลก็จะยังอยู่เหมือนเดิม เรียกว่า รอม (ROM)

3.2 หน่วยความจำสำรอง คือ หน่วยความจำที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้นได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ ดิสเกตด์ แผ่นซีดี และอุปกรณ์เก็บข้อมูลชนิดพอร์ต ยูเอสบี

ขั้นตอนที่ 4 แสดงผลข้อมูล เมื่อทำการประมวลผลแล้ว คอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์ผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงข้อมูล เช่น หากเป็นรูปภาพกราฟิกก็จะแสดงผลทางจอภาพ ถ้าเป็นงานเอกสารก็จะแสดงผลทางเครื่องพิมพ์ หรือหากเป็นในรูปแบบของเสียงก็จะแสดงผลออกทางลำโพง เป็นต้น
ที่มา   :   http://srpsuthon.blogspot.com/2016/03/blog-post_14.html

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

HTML

HTML

HTML คืออะไร

HTML(Hyper Text Markup Language) เป็นภาษาหลักในการทำเว็บไซค์
เอกสาร HTML อธิบายเว็บเพจ เอกสาร HTML กำหนด HTML Tags เอกสาร HTML กำหนดลักษณะแบบอักษร
เราอาจเรียกได้ว่า เอกสาร HTML ก็คือ เว็บเพจนั่นเอง

HTML คืออะไร


HTML ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language
HTML ไม่ใช่ภาษาโปรแกรม แต่เป็น markup language
markup language คือกลุ่มที่อยู่ใน markup tags
HTML จะใช้ markup tags ในการอธิบายหน้าเว็บเพจ

HTML Tags


HTML markup tags มักจะถูกเรียกว่า HTML Tags
HTML Tags เป็นคำที่ถูกล้อมรอบด้วยวงเล็บเหลี่ยม เช่น <html>
HTML Tags มักจะเป็นคู่เปิด กับคู่ปิด เช่น <b> และ </b>
ใน HTML Tags คู่หนึ่ง Tags แรกมักจะถูกเรียกว่า แท็กเปิด Tags สุดท้ายมักจะถูกเรียกว่า แท็กปิด

วัตถุประสงค์ของเว็บบราวเซอร์(web browser) เช่น Internet Explorer, Mozilla Firefox, Chrome และอื่น ๆ ก็คือการอ่านเอกสาร HTML แล้วแสดงออกมาในรูปแบบของเว็บเพจ เว็บบราวเซอร์จะไม่แสดง HTML Tags แต่จะใช้แท็กเหล่านั้นอธิบายและกำหนดสิ่งต่าง ๆ สำหรับเว็บเพจ

ส่วนประกอบของ HTML Document


เอกสาร HTML แบ่งออกเป็นสองส่วน นั่นคือส่วน head กับส่วน body
เอกสาร HTML จะต้องประกอบไปด้วยแท็กที่สำคํญด้วยกันอยู่ 3 แท็ก นั่นคือ html, head และ body มีการวางรูปแบบแท็กดังนี้
<html>
 <head>
 </head>
 
 <body>
 </body>
</html>

แท็ก html บ่งบอกว่าเอกสารนี้เป็นเอกสาร HTML
แท็ก head เป็นส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับส่วนหัวของเอกสารการกำหนดค่าต่าง ๆ และจะต้องอยู่ภายในแท็ก html เพื่อบ่งบอกว่าอยู่ภายในเอกสาร html
แท็ก body เป็นส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับตัวของเอกสารที่จะแสดงในหน้าเว็บเพจ และจะต้องอยู่ภายในแท็ก html และอยู่หลังแท็ก head

การสร้างเอกสาร HTML


ในการสร้างเอกสาร HTML สามารถสร้างได้ง่ายดายโดยใช้ Notepad, Dreamweaver, Editplus หรืออื่น ๆ ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างการสร้างโดยทั้งสามโปรแกรมให้ดูคับเริ่มจาก Notepad กันก่อนเลย

การสร้างเว็จเพจโดย Notepad

ก่อนอื่นก็เปิด Notepad ขึ้นแล้วแล้วทำการกรอกโค้ดเหล่านี้ไปดังรูป



เสร็จแล้วทำการเซฟ โดยใช้นามสกุล .html หรือ .htm ก็ได้ดังรูป โดยเปลี่ยน Save as type เป็น All File



เมื่อเซฟเสร็จเราก็จะได้เอกสาร HTML แล้วง่ายไหมละคับ คราวนี้เราลองมาเปิดดูกันว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง



นี่คือผลลัพธ์จากการทำเอกสาร HTML ของเราเมื่อกี้

การสร้างเว็จเพจโดย Editplus

ทำการเปิดโปรแกรม Editplus ขี้นแล้วแล้วไปที่ File => New => HTML Page ดังรูป



จะเห็นว่าเมื่อสร้างแล้วจะมีโค้ดมาให้เองโดยอัตโนมัติให้ทำการเปลี่ยนเป็นโค้ดเหมือนรูปด้านล่างก็จะได้เว็บเพจที่แสดงเหมือนกันกับการสร้างด้วย Notepad แล้ว ส่วนโค้ดในส่วนอื่น ๆ ดังแสดงในรูป เช่น doctype, meta tage ไว้ผมจะมาอธิบายใหม่ในวันหลังนะคับ



เมื่อเสร็จแล้วก็ทำการเซฟ เราก็จะได้เอกสาร HTML อย่างง่าย ๆ แล้วละคับ

การสร้างเว็จเพจโดย Dreamweaver

สร้างเอกสารโดยไปที่ File => New หรือกด Ctrl + N จะได้ดังรูปให้เลือก HTML



เสร็จแล้วกด Creat จะมีโค้ดมาให้ทำการแก้ไขใหม่ดังรูป



เสร็จแล้วก็ทำการเซฟไฟล์ เราก็จะได้เอกสาร HTML หรือที่เรียกกันว่าเว็บเพจแล้ว

ที่มา :http://www.doesystem.com/18546d147f5039787ec26ee5625872e4/HTML-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.htm